ไทยร่วมวงรัฐมนตรีการค้าสำคัญที่ดาวอส ถกแนวทางปฏิรูป WTO วางแผนสู่การประชุมรัฐมนตรีการค้า WTO
- pmtwmocgoth

- 6 days ago
- 1 min read

ดร. กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยผลการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก (WTO) อย่างไม่เป็นทางการ (Informal WTO Ministerial Meeting) เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่านาย Guy Parmelin ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส ได้เชิญรัฐมนตรีการค้าของประเทศที่มีบทบาทสำคัญใน WTO กว่า 21 ราย เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น แอฟริกาใต้ แคเมอรูน ซาอุดิอาระเบีย สิงคโปร์ และไทย เข้าร่วมหารือแนวทางผลักดันให้ WTO บรรลุผลลัพธ์สำคัญอย่างเป็นรูปธรรมในการประชุมรัฐมนตรีการค้า WTO ครั้งที่ 14 (MC14) ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 ณ กรุงยาอุนเด ประเทศแคเมอรูน เพื่อให้ WTO ซึ่งเป็นหัวใจของระบบการค้าพหุภาคีสามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาคมโลกในฐานะผู้ควบคุมกฎเกณฑ์ทางการค้าโลกที่เป็นธรรม และก้าวทันบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดร. กิริฏา ให้ข้อมูลว่าการประชุมได้พยายามหาทางออกร่วมกัน (landing zones) ในประเด็นสำคัญของ WTO ที่สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน ซึ่งไทยสนับสนุนการจัดทำความตกลงหลายฝ่าย (plurilateral agreements) เพื่อให้มีกฎเกณฑ์รองรับประเด็นการค้าใหม่ ๆ เช่น ความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกการลงทุนเพื่อการพัฒนา (Investment Facilitation for Development Agreement) ที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว และประเทศต่าง ๆ รวมทั้งไทยสนับสนุนให้ผนวกความตกลงดังกล่าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ WTO โดยไทยเห็นว่าความตกลงฯ จะช่วยให้การลงทุนโดยตรงระหว่างกันทำได้ง่ายขึ้น และผลประโยชน์จากความตกลงจะขยายรวมถึงประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงด้วย จึงไม่ทำให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างประเทศที่เข้าร่วมความตกลงกับประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วม อีกทั้งจะช่วยส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคีให้แข็งแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หลายประเทศยังสนับสนุนการต่ออายุการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับการส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (moratorium on customs duties on electronic transmission) เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยสร้างความแน่นอนทางการค้า และนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมด้านดิจิทัล ซึ่งสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้ สนับสนุนให้ยกเว้นเป็นภาษีดังกล่าวเป็นการถาวร ขณะที่จีน และแอฟริกาใต้ สนับสนุนการขยายเวลายกเว้นออกไปอีก 2 ปี ในการนี้ ไทยจึงเสนอให้ต่ออายุการยกเว้นภาษีต่อไป โดยให้ทบทวนผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ควบคู่กับการให้ความช่วยเหลือเพื่อสร้างศักยภาพทางดิจิทัลและอีคอมเมิร์ชแก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการยกเว้นการเก็บภาษีได้อย่างแท้จริง ซึ่งไทยเชื่อว่าสมาชิกทั้งหมดจะยอมรับข้อเสนอนี้ได้ร่วมกัน
ดร. กิริฏา กล่าวเสริมว่า เนื่องจากกฎเกณฑ์การค้าโลกที่จัดทำขึ้นเมื่อตอนก่อตั้ง WTO ในปี 2538 ไม่สอดคล้องกับบริบทการค้าโลกในปัจจุบันอีกต่อไป จึงทำให้ WTO ไม่สามารถตอบสนองและไม่มีผลการดำเนินงานที่ชัดเจนในหลายประเด็น จนกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ WTO ดังนั้น ในการประชุมครั้งนี้ ประเทศต่าง ๆ จึงเห็นพ้องให้รัฐมนตรีการค้าหารือประเด็นการปฏิรูป WTO อย่างเข้มข้นในการประชุม MC14 และจัดทำแผนการดำเนินงาน (work plan) ให้เริ่มกระบวนการปฏิรูป WTO ได้ทันทีภายหลัง MC14 ซึ่งไทยเห็นว่าการปฏิรูป WTO เป็นสิ่งจำเป็น โดยมีมิติด้านการพัฒนาของประเทศสมาชิกเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการดังกล่าว เนื่องจากสมาชิกแต่ละรายมีบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และการค้าแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น (Special and Differential Treatment) และการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ และแข่งขันการค้ากันได้อย่างเท่าเทียม ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และนิวซีแลนด์เห็นว่าต้องทบทวนหลักการสำคัญของ WTO เรื่องปฏิบัติด้านการค้ากับทุกประเทศอย่างเท่าเทียม (Most Favoured Nation: MFN) เพื่อให้มั่นใจว่าการค้าระหว่างสมาชิกมีความสมดุล และเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ดร. กิริฎายังได้ใช้เวทีดังกล่าวเน้นย้ำประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ คือ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เพื่อผลักดันให้การเจรจาเกษตรภายใต้ WTO มีความคืบหน้า และเป็นหนึ่งในผลการประชุมที่สำคัญของ MC14 ด้วย
ดร. กิริฎาทิ้งท้ายว่า ระบบการค้าโลกที่มี WTO เป็นแกนกลาง กำลังเผชิญความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้ง จึงเป็นที่จับตาว่า การประชุม MC14 ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะมีผลลัพธ์ที่นำไปสู่การปรับปรุงองค์กร WTO ได้อย่างไร โดยในส่วนของไทย จะร่วมผลักดันการปฏิรูป WTO เพื่อรักษาระบบการค้าโลกที่เป็นธรรม คาดหมายได้ มีความเข้มแข็งแต่ยืดหยุ่นเพียงพอสำหรับสถานการณ์ทางการค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต พร้อมทั้งจะผลักดันประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของไทยให้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

---------------------------------------------
คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก
23 มกราคม 2569






