ไทยให้สัตยาบันความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง ภายใต้องค์การการค้าโลกโชว์บทบาทนำด้านการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำ
- pmtwmocgoth

- Jul 8
- 1 min read

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของไทยในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อ ดร. กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูต และผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (คผท.) เป็นผู้แทนไทยเข้ายื่นตราสารการยอมรับ (instrument of acceptance) พิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลกเพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง ต่อ ดร. เอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมประมง มีผลให้ไทยเป็นสมาชิกลำดับที่ 122 ขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่ให้การยอมรับความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงดังกล่าว
ดร. กิริฎาฯ ได้เน้นย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเลโดยการปฏิบัติตามพันธกรณีของความตกลงดังกล่าวอย่างเคร่งครัด รวมทั้งการสนับสนุนการเจรจาจัดทำกฎเกณฑ์เรื่องการอุดหนุนประมงเพิ่มเติม (การเจรจาอุดหนุนประมง ระยะที่สอง) เพื่อให้ WTO มีกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการอุดหนุนของรัฐในภาคประมงอย่างครบถ้วน ซึ่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลกได้ชื่นชมบทบาทที่แข็งขันของไทยตั้งแต่ในช่วงการเจรจาจัดทำความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง รวมถึงการเข้าร่วมเจรจาอุดหนุนประมงในระยะที่สอง โดยเห็นว่าการให้สัตยาบันของไทยซึ่งเป็นหนึ่งใน 13 ประเทศที่มีภาคประมงขนาดใหญ่ที่สุดของโลก เป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการผลักดันเรื่องดังกล่าวในระดับนานาชาติ
WTO ได้เริ่มการเจรจาจัดทำความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง มาตั้งแต่ปี 2544 และใช้เวลากว่า 20 ปี จึงสรุปผลได้ในการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญครั้งที่ 12 (MC12) เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 โดยถือเป็นความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมฉบับแรกของ WTO มีสาระสำคัญคือ (1) ห้ามสมาชิกให้การอุดหนุนเรือประมงหรือผู้ประกอบการประมงที่ถูกตัดสินว่าทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) หรือกิจกรรมที่สนับสนุนการทำ IUU Fishing (2) ห้ามสมาชิกให้การอุดหนุนการทำประมงในกลุ่มสัตว์น้ำที่ถูกจับมากเกินควร (Overfished Stocks) ยกเว้นจะเป็นการอุดหนุนเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ หรือมีการดำเนินมาตรการอื่นเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีความยั่งยืน (3) ห้ามสมาชิกให้การอุดหนุนการทำประมงในทะเลหลวงซึ่งไม่มีหน่วยงานใดควบคุมดูแล รวมทั้งจะต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับการอุดหนุนเรือประมงที่ไม่ใช่เรือของตน และการอุดหนุนการทำประมงในพื้นที่ที่ไม่ทราบสถานะของทรัพยากรสัตว์น้ำ และ (4) ให้มีกลไกการให้เงินสนับสนุน หรือกองทุนภายใต้ WTO เพื่อให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคและเสริมสร้างศักยภาพสมาชิกที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) เพื่อการปฏิบัติตามความตกลงฯ เช่น การประเมินความช่วยเหลือที่ต้องการได้รับ และการจัดทำโครงการเพื่อให้ปฏิบัติตามพันธกรณีของความตกลงฯ อาทิ การสนับสนุนระบบบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ
ทั้งนี้ ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2568 ปัจจุบันมีสมาชิกที่ให้สัตยาบันแล้วจำนวน 122 ราย อาทิ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น นอร์เวย์ แคนาดา บราซิล ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีนไทเป แอฟริกาใต้ แคเมอรูน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสมาชิกอาเซียนที่ให้สัตยาบันแล้ว ได้แก่ บรูไน กัมพูชา สปป.ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม คงเหลืออินโดนีเซีย และเมียนมา ที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน
การเข้าร่วมในความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงจะเป็นประโยชน์ต่อไทยในหลายด้าน อาทิ (1) การเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งขันของไทยในด้านการรักษาความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมทางทะเล สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาการ IUU Fishing ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของไทยให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืน (2) การควบคุมการอุดหนุนของสมาชิกต่ออุตสาหกรรมประมงของตน โดยเฉพาะสมาชิกที่เป็นผู้อุดหนุนประมงรายใหญ่ (big subsidizer) ซึ่งจะทำให้ภาคประมงของไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างเท่าเทียมในระยะยาว และ (3) ไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา สามารถใช้ประโยชน์จากกลไกความช่วยเหลือ และกองทุนภายใต้ความตกลงฉบับนี้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและสนับสนุนการปฏิบัติตามพันธกรณีของความตกลงฯ
อย่างไรก็ดี ภารกิจของไทยในสมาชิก WTO ยังไม่จบแค่เพียงการให้สัตยาบันความตกลงฯ เท่านั้น เนื่องจากความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง ยังไม่รวมถึงประเด็นสำคัญอื่นที่สมาชิกยังมีความเห็นแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำกฎเกณฑ์สำหรับการอุดหนุนประมงที่เกินศักยภาพและการอุดหนุนประมงที่เกินขนาด (Overcapacity & Overfishing) ซึ่งเป็นการอุดหนุนที่สมาชิกส่วนใหญ่ยังคงดำเนินการอยู่ สมาชิก WTO รวมทั้งไทย จึงต้องสานต่อการเจรจาในประเด็นดังกล่าวภายใต้การเจรจาอุดหนุนประมง ระยะที่สอง ให้ประสบความสำเร็จโดยเร็ว เพื่อให้มีกฎเกณฑ์ด้านการอุดหนุนประมงที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำของโลกต่อไป
--------------------------------------------
นายภัทรพล กมลศิลป์
นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ
คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก
และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก
กรกฎาคม 2569







