ภาวะน้ำมันแพงกับประเทศที่เป็นกลางอย่างสวิตเซอร์แลนด์
- pmtwmocgoth

- 6 days ago
- 1 min read

สถานการณ์ราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในระยะที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ไม่เว้นแต่สวิตเซอร์แลนด์ประเทศที่รักษาความเป็นกลางทางการเมืองท่ามกลางสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นระดับ ถึงแม้ว่าผลกระทบในปัจจุบันยังคงอยู่ในวงจำกัดอันเนื่องมาจากโครงสร้างอุปทานพลังงานของประเทศที่พึ่งพาแหล่งนำเข้าอื่นนอกเหนือจากภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้ง อย่างไรก็ดี รัฐบาลสวิสยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดรวมถึงผลกระทบทางอ้อมที่อาจจะเกิดขึ้นต่อภาคส่วนต่าง ๆ ของประเทศ
เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ราคาน้ำมันในสวิตเซอร์แลนด์ปรับตัวสูงขึ้นภายหลังเหตุความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยผลการสำรวจสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศล่าสุด ณ วันที่ 24 มีนาคม 2569 พบว่า ราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 2.19 ฟรังก์สวิส (หรือประมาณ 89.91 บาทต่อลิตร) ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 4.3 น้ำมันเบนซิน 95 (ไร้สารตะกั่ว) ลิตรละ 1.87 ฟรังก์สวิส (หรือประมาณ 76.77 บาทต่อลิตร) ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 2.7 และน้ำมันเบนซิน 98 (ไร้สารตะกั่ว) ลิตรละ 1.98 ฟรังก์สวิส (หรือประมาณ 81.29 บาทต่อลิตร) ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 2.6 เมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งก่อนเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า ราคาน้ำมันดีเซลแตะระดับสูงกว่าลิตรละ 2.0 ฟรังก์สวิส เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 อันเป็นผลพวงมาจากการบุกรุกยูเครนของรัสเซีย และเป็นที่มาของการเรียกประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนความมั่นคงด้านพลังงานของสวิสในครั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ดังกล่าวได้มีการเรียกประชุมอีกครั้งเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เพื่อประเมินสถานการณ์ล่าสุด โดยมีมติเห็นว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลสวิสจะต้องเข้าแทรกแซงตลาด ขณะเดียวกัน จะเตรียมความพร้อมเรียกประชุมทุกเมื่อหากจำเป็น เพื่อพิจารณามาตรการรับมือ อาทิ การระบายน้ำมันสำรอง ด้านภาคเอกชนอย่างสมาคมผู้นำเข้าน้ำมันของสวิตเซอร์แลนด์ออกมาเน้นย้ำความมั่นใจว่าปริมาณอุปทานน้ำมันในประเทศยังมีเพียงพอและไม่มีความกังวลว่าสวิตเซอร์แลนด์จะเผชิญสภาวะขาดแคลน ประกอบกับห่วงโซ่อุปทานน้ำมันมีความยืดหยุ่นสูง สวิตเซอร์แลนด์พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าได้ทุกเมื่อเมื่อจำเป็น
ดัชนีหนึ่งที่สร้างความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนสวิส ได้แก่ ระดับการสำรองน้ำมันของประเทศ ซึ่งพบว่าสวิตเซอร์แลนด์มีปริมาณการสำรองน้ำมันสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการเก็บสำรองน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลเพียงพอสำหรับความต้องการ 4.5 เดือน เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในสหภาพยุโรปซึ่งส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอประมาณ 3 เดือน (ฝรั่งเศส 96.2 วัน และเยอรมนี 95.7 วัน)
สาเหตุที่การปิดช่องแคบเฮอร์มุซส่งผลต่อสวิตเซอร์แลนด์ในวงจำกัดมาจากโครงสร้างอุปทานพลังงานซึ่งครึ่งหนึ่งของน้ำมันดิบนำเข้ามาจากสหรัฐฯ รองลงมา ได้แก่ ไนจีเรีย และแอลจีเรีย ตามลำดับ น้ำมันดิบที่นำเข้าจะถูกขนส่งทางเรือเทียบท่าที่เมือง Marseille ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ก่อนลำเลียงผ่านระบบท่อตรงเข้าสู่โรงกลั่นแห่งเดียวของสวิตเซอร์แลนด์ในเมือง Cressier ในส่วนของน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน เชื้อเพลิงเครื่องบิน น้ำมันเพื่อทำความร้อน และก๊าซธรรมชาติ สวิตเซอร์แลนด์นำเข้าจากประเทศในสหภาพยุโรปเป็นหลัก ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม ซึ่งใช้การขนส่งทางเรือผ่านแม่น้ำ Rhine ระบบราง และทางบก
อย่างไรก็ดี สวิตเซอร์แลนด์อาจเริ่มเผชิญกับผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้นหากสถานการณ์ทวีความรุนแรงและมีความยืดเยื้อ โดยนักวิเคราะห์จากสถาบัน ETH Zurich ระบุว่า ถ้าราคาน้ำมันอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง จะเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้บริโภคสวิตเซอร์แลนด์เป็นเงินรวม 4,900 ล้านฟรังก์สวิสต่อปี (หรือประมาณ 201,171 ล้านบาท) หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น 1,200 ฟรังก์สวิสในหนึ่งปี (หรือประมาณ 49,266 บาท) นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า อาจส่งผลให้ชาวสวิตเซอร์แลนด์หันมาใช้บริการขนส่งมวลชนเพิ่มขึ้นรวมถึงการใช้รถยนต์ร่วมกันหรือ Car sharing การปรับไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อประหยัดน้ำมัน หรือแม้แต่การชะลอซื้อรถยนต์คันใหม่
สำหรับภาคการผลิตถึงแม้ว่ายังไม่มีการเผยแพร่ตัวเลขผลกระทบที่ชัดเจน แต่เป็นที่คาดการณ์ว่าอาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น อาทิ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ โลหะ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งท้ายสุดแล้วอาจนำมาซึ่งการปรับราคาสินค้า นอกจากนี้ อาจเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในภาพรวมโดยเฉพาะในหมวดพลังงานและการขนส่ง ส่งผลให้ค่าครองชีพปรับตัวในวงกว้าง โดยจากข้อมูลล่าสุดพบว่า อัตราเงินเฟ้อในปี 2569 อาจขยายตัวร้อยละ 0.6 จากตัวเลขคาดการณ์เดิมร้อยละ 0.3 อย่างไรก็ดี คาดว่าจะยังไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมมากนัก โดย GDP ในปี 2569 คาดการณ์เติบโตร้อยละ 1.0 ปรับลดลงเล็กน้อยจากตัวเลขคาดการณ์คราวก่อนที่ร้อยละ 1.1
ถึงแม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์จะดำรงสถานะเป็นกลางทางการเมืองมาโดยตลอด แต่ด้วยห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมต่อกับประเทศต่าง ๆ ภายนอก ภาวะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นสืบเนื่องจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยผลกระทบในปัจจุบันยังคงอยู่ในวงจำกัดซึ่งสืบเนื่องจากโครงสร้างพลังงาน แต่รัฐบาลยังคงต้องติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิดเนื่องจากความไม่แน่นอนที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
***********************************
คผท.เจนีวา
1 เมษายน 2569






