จับตาผลประชุม WTO ครั้งที่ 14: ความคืบหน้าและประเด็นสำคัญต่อการค้าโลก
- pmtwmocgoth

- 7 days ago
- 1 min read

Image from wto.org
ภายหลังการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญครั้งที่ 14 (MC14) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 30 มีนาคม 2569 ณ กรุงยาอุนเด สาธารณรัฐแคเมอรูน เสร็จสิ้นลง ท่ามกลางความคาดหวังต่อทิศทางการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (คผท.) ได้รวบรวมความคืบหน้า ประเด็นสำคัญ และผลลัพธ์จากการประชุมจากข้อมูลของสำนักเลขาธิการองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อสะท้อนแนวโน้มสำคัญที่อาจส่งผลต่อระบบการค้าโลกและผลประโยชน์ของไทยในระยะต่อไป
ผลลัพธ์สำคัญจากการประชุม MC14
สมาชิก WTO สามารถบรรลุข้อตกลงและจัดทำผลลัพธ์ร่วมกันได้ใน 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
การสนับสนุนเศรษฐกิจขนาดเล็กให้มีบทบาทในระบบการค้าโลกมากขึ้น สมาชิกสามารถบรรลุการจัดทำ “ข้อตัดสินใจรัฐมนตรีเรื่องแผนการดำเนินการสำหรับเศรษฐกิจขนาดเล็ก (Ministerial Decision on Work Programme on Small Economies)” โดยมอบหมายให้สำนักเลขาธิการ WTO จัดทำข้อมูลและบทวิเคราะห์ในประเด็นสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะความเปราะบางด้านโลจิสติกส์ กระบวนการตามชายแดน และการส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้า และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเศรษฐกิจขนาดเล็กในระบบการค้าดิจิทัลมาใช้ประกอบการหารือของสมาชิก โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างความครอบคลุมของระบบการค้าพหุภาคี เพื่อให้กลุ่มเศรษฐกิจขนาดเล็กสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบการค้าโลกได้อย่างเต็มที่มากขึ้น
การเพิ่มความยืดหยุ่นให้ประเทศกำลังพัฒนาในการปฏิบัติตามมาตรฐานการค้า โดยบรรลุ “ข้อตัดสินใจรัฐมนตรีเรื่องการเสริมสร้างการดำเนินการตามบทบัญญัติว่าด้วยการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่างภายใต้ความตกลงว่าด้วยสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Agreement on the Application of Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS) และความตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (Agreement on Technical Barriers to Trade: TBT) ให้มีความชัดเจน มีประสิทธิผล และสามารถนำไปปฏิบัติได้” ที่ให้คณะกรรมการด้าน SPS และ TBT นำประเด็นเกี่ยวกับการใช้บทบัญญัติที่เป็นพิเศษและแตกต่าง (SDT) ที่ระบุไว้ในความตกลงทั้ง 2 ฉบับ ไปหารือเพื่อปรับปรุงการใช้ให้มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิก WTO ที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) อย่างเหมาะสม ซึ่ง SDT ถือเป็นหัวใจสำคัญของประเทษกำลังพัฒนาในการให้ความยืดหยุ่นโดยคำนึงถึงข้อกำจัดต่าง ๆ ของสมาชิกทั้งสองกลุ่ม เพื่อช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาและ LDCs สามารถปรับตัวและดำเนินการตามกฎเกณฑ์ในความตกลงฯ ได้ในท้ายที่สุด โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สมาชิก WTO ทุกรายปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ชุดเดียวกันอย่างเท่าเทียม
ความคืบหน้าการจัดทำกฎเกณฑ์การอุดหนุนประมง สมาชิกบรรลุ “ข้อตัดสินใจเรื่องการอุดหนุนประมง (Ministerial Decision on Fisheries Subsidies)” โดยสนับสนุนให้สมาชิก WTO ที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงเร่งดำเนินการ และให้สมาชิกสานต่อการเจรจาจัดทำกฎเกณฑ์เรื่องการอุดหนุนประมงเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในการประชุม MC15 ทั้งนี้ ความตกลงอุดหนุนประมงที่สมาชิกได้บรรลุร่วมกันในการประชุม MC12 เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 ยังไม่ครอบคลุมประเด็นการจัดทำกฎเกณฑ์ด้านอุดหนุนประมงเนื่องจากสมาชิกยังมีความเห็นแตกต่างกัน จึงมีการแยกประเด็นดังกล่าวมาเจรจาต่อเพิ่มเติมในภายหลัง การดำเนินการต่อเนื่องในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อให้กฎเกณฑ์ด้านการอุดหนุนประมงมีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และช่วยสนับสนุนการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การผลักดันความตกลงอำนวยความสะดวกทางการลงทุนเพื่อการพัฒนา โดยสมาชิก WTO จำนวน 129 รายที่เป็นสมาชิกความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการลงทุนเพื่อการพัฒนา (Investment Facilitation for Development: IFD) ซึ่งรวมถึงไทย ได้ร่วมกันออก “แถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีว่าด้วยความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการลงทุนเพื่อการพัฒนา” เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของสมาชิก IFD ในการสนับสนุนการจัดทำความตกลงดังกล่าว และเน้นย้ำความสำคัญของการผลักดันให้ความตกลง IFD กลายเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความตกลงของ WTO โดยเร็ว โดยความตกลง IFD มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนให้มีความโปร่งใส ชัดเจน และคาดการณ์ได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยลดอุปสรรคด้านขั้นตอนและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ซึ่งมักเผชิญข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและกระบวนการทางราชการ นอกจากนี้ ความตกลงดังกล่าวยังมุ่งสนับสนุนการปรับปรุงประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ การอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับการมีส่วนร่วมของประเทศกำลังพัฒนาในระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน
ประเด็นคงค้างสำคัญที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุป
แม้ว่าการประชุม MC14 จะสามารถบรรลุผลสำคัญได้หลายประเด็น แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลา สมาชิก WTO จึงยังไม่สามารถหาข้อสรุปในประเด็นสำคัญบางเรื่องได้ โดยเฉพาะประเด็นการปฏิรูป WTO ประเด็นพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ที่ประกอบไปด้วยการต่ออายุแผนงาน E-Commerce และการต่ออายุการยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากรสำหรับการส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce Moratorium) การขยายระยะเวลาการยกเว้นจากการฟ้องร้องภายใต้กลไกระงับข้อพิพาทของ WTO กรณีความตกลงทริปส์ที่ไม่ได้มีการละเมิด (TRIPS Non-Violation and Situation Complaints: TRIPS NVSCs) รวมถึงข้อเสนอของกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) และประเด็นด้านเกษตร
ทั้งนี้ เนื่องจากสมาชิกไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการขยายระยะเวลาของมาตรการสำคัญ ได้แก่ การต่ออายุ TRIPS NVSCs การต่ออายุ E-Commerce Moratorium และการต่ออายุ แผนงาน E-Commerce ส่งผลให้ทั้งสามประเด็นดังกล่าวสิ้นสุดลงในวันสุดท้ายของการประชุม MC14 เนื่องจากมติรัฐมนตรีเดิมได้กำหนดการขยายระยะเวลาไว้จนถึงการประชุม MC14 เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกระทรวงการค้าของแคเมอรูน (นาย Luc Magloire Mbarga Atangana) ซึ่งเป็นประธานการประชุม MC14 ได้เห็นถึงความพยายามในการหารือของสมาชิกอย่างเข้มข้นในช่วงการประชุมที่ผ่านมา และไม่ต้องการให้ความคืบหน้าจากความพยายามนั้นเสียเปล่า จึงเสนอให้สมาชิก WTO นำประเด็นคงค้างกลับไปหารือกันต่อในนครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยตั้งเป้าให้สามารถหาข้อสรุปได้ภายในการประชุมคณะมนตรีใหญ่ (General Council: GC) ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2569 ทั้งนี้ การประชุม GC เป็นการประชุมระดับสูงสุดที่ทำหน้าที่แทนรัฐมนตรีในช่วงที่ไม่มีการประชุมรัฐมนตรี ในระดับเอกอัครราชทูตหรือผู้แทนถาวรของประเทศสมาชิก ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเจรจาให้เกิดความคืบหน้าและต่อเนื่องต่อไป
-----------------------------------
นายภัทรพล กมลศิลป์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการและ
นางสาวอัจฉรา บุณยวงศ์วิโรจน์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ
คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและ
องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก
เมษายน 2569






