สมาชิก WTO ตกลงเดินหน้าเจรจาอุดหนุนประมงระยะที่ 2 ให้จบใน MC15
- pmtwmocgoth

- 16 hours ago
- 1 min read

Image from wto.org
ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญครั้งที่ 14 (MC14) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 30 มีนาคม 2569 ณ กรุงยาอุนเด สาธารณรัฐแคเมอรูน รัฐมนตรีการค้าของสมาชิก WTO สามารถตกลงและมีฉันทามติ (consensus) ร่วมกันเพื่อจัดทำข้อตัดสินใจในการสานต่อการเจรจาจัดทำกฎเกณฑ์เพิ่มเติมเรื่องการอุดหนุนประมง หรือที่เรียกว่า “การเจรจาอุดหนุนประมงระยะที่ 2” แต่ข้อตัดสินใจดังกล่าวมีความสำคัญอย่างไร ทำไมจึงจำเป็นต้องมี เพราะในปัจจุบันสมาชิก WTO ก็อยู่ระหว่างดำเนินการเจรจาเพื่อจัดทำกฎเกณฑ์ดังกล่าวอยู่แล้ว ซึ่งนี่เป็นคำถามของสมาชิกบางรายที่ตั้งข้อสังเกตถึงการจัดทำข้อตัดสินใจในตอนแรก
ภายหลังจากที่สมาชิก WTO สามารถมีฉันทามติร่วมกันและจัดทำความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง ซึ่งถือเป็นความตกลงที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อมฉบับแรกของ WTO ได้ในช่วงการประชุม MC12 เมื่อปี 2565 สมาชิกก็มีหน้าที่ที่ต้องดำเนินการต่อ 2 ข้อสำคัญคือ
(1) การปรับปรุงกฎหมายและการดำเนินการภายในประเทศให้สอดคล้องกับพันธกรณีของความตกลงฯ เพื่อให้สามารถให้สัตยาบันความตกลงฯ ได้ เนื่องจาก WTO ระบุไว้ว่าความตกลงฯ จะมีผลบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกจำนวน 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดให้สัตยาบันแล้ว (ประมาณ 111 ราย จากทั้งหมด 166 ราย) และ
(2) ต้องเจรจาเรื่องการอุดหนุนประมงระยะที่สองโดยทันที เนื่องจากในความตกลงฯ ที่สรุปผลได้มีการตัดบทบัญญัติบางส่วนที่สมาชิกยังมีความเห็นที่แตกต่างกันออก เช่น การจัดทำกฎเกณฑ์สำหรับการอุดหนุนประมงที่นำไปสู่การทำประมงที่เกินศักยภาพและการทำประมงที่เกินขนาด ทำให้กฎเกณฑ์สำหรับการอุดหนุนประมงยังไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร ดังนั้น ความตกลงฯ จึงได้กำหนดให้สมาชิกเจรจาจัดทำกฎเกณฑ์เพิ่มเติมเพื่อให้มีความครอบคลุม โดยมีการกำหนดเงื่อนไขเวลาที่สำคัญคือ หากสมาชิกไม่สามารถสรุปผลการเจรจาจัดทำกฎเกณฑ์เพิ่มเติมได้ภายในระยะเวลา 4 ปี หลังจากที่ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ ก็จะทำให้ความตกลงฯ ต้องสิ้นสุดลง (terminated) เว้นแต่คณะมนตรีใหญ่ (GC) มีมติเป็นอย่างอื่น ซึ่งอาจจะทำให้ความพยายามของสมาชิกในการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงฯ กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาสูญเปล่า
อย่างไรก็ดี การเจรจาระยะที่สองในช่วงผ่านมาประสบกับความท้าทายหลัก ๆ 3 ข้อสำคัญคือ
(1) สมาชิกยังคงยึดท่าทีเดิมในประเด็นต่าง ๆ ที่เคยทำให้ไม่สามารถสรุปผลความตกลงเพื่อจัดทำกฎเกณฑ์เรื่องการอุดหนุนประมงที่มีความครอบคลุมได้ในการประชุม MC12 และต้องแยกประเด็นดังกล่าวออกมาเจรจาต่อ
(2) การปรับเปลี่ยนท่าทีของสมาชิกที่มีบทบาทสำคัญในการเจรจาอย่างสหรัฐอเมริกา โดยในช่วงสมัยของประธานาธิบดีโจ ไบเดน สหรัฐฯ มีท่าทีที่ยืดหยุ่นและสนับสนุนร่างกฎเกณฑ์ในประเด็นคงค้างที่นำมาจากการหารือของสมาชิกจนถึงการประชุม MC12 เพื่อให้สรุปผลได้โดยเร็ว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนเป็นรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2568 สหรัฐฯ มีท่าทีที่ลดความยืดหยุ่นลง โดยต้องการให้มีกฎเกณฑ์ห้ามอุดหนุนที่เข้มงวดมากขึ้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการปรับแก้ถ้อยคำในหลายประเด็นจนจะส่งผลต่อความสมดุลของร่างกฎเกณฑ์ในปัจจุบันที่สมาชิกส่วนใหญ่ รวมถึงไทยสนับสนุน และ
(3) การว่างลงของประธานกลุ่มเจรจาด้านกฎเกณฑ์ทางการค้าเรื่องการอุดหนุนประมง (NGRs) โดยเอกอัครราชทูตของไอซ์แลนด์ได้เสร็จสิ้นการดำรงตำแหน่งเป็นประธานในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 และเอกอัครราชทูตของกายอานาได้เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานคนใหม่ในเดือนธันวาคม 2568 ทำให้การเจรจาของสมาชิกสูญเสียจังหวะ (momentum) ไม่สามารถมีความคืบหน้าได้
แม้จะประสบปัญหาเป็นระยะ ๆ แต่ความตกลงการอุดหนุนประมง ก็ได้มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เนื่องจากมีสมาชิกให้สัตยาบันครบตามที่ WTO กำหนดแล้ว (ปัจจุบันมีสมาชิกที่ให้สัตยาบันแล้วจำนวน 119 ราย โดยมีปารากวัย ซามัว และเซนต์วินเซนต์และเกรนาดีส์ เป็น 3 รายล่าสุดที่ยื่นเอกสารให้สัตยาบันในช่วงพิธีเปิดการประชุม MC14 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569) ทำให้ระยะเวลาเริ่มนับถอยหลัง ขณะที่สมาชิกยังคงไม่สามารถปลดล็อคความเห็นต่างและผลักดันการเจรจาให้คืบหน้าได้ จนทำให้สมาชิกหลายรายเริ่มมีข้อกังวลต่ออนาคตของการเจรจาอุดหนุนประมงระยะที่ 2
ในช่วงก่อนการประชุม MC14 สมาชิกบางกลุ่ม นำโดยสมาชิกในกลุ่มภูมิภาคแปซิฟิกจึงได้จัดทำร่างข้อตัดสินใจในเรื่องการอุดหนุนประมง ซึ่งประกอบไปด้วยประเด็นต่าง ๆ รวมถึงการสานต่อการเจรจาระยะที่ 2 เพื่อเป็นผลลัพธ์ของการประชุม อย่างไรก็ดี สมาชิกบางราย อาทิ สหรัฐฯ ก็มีข้อสงสัยต่อความจำเป็นในการจัดทำข้อตัดสินใจดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าสมาชิกมีหน้าที่ที่จะต้องเจรจาต่ออยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีข้อตัดสินใจ อีกทั้งยังมีสมาชิกรายอื่นๆ ขอปรับเพิ่มและตัดประเด็นต่าง ๆ จนทำให้สมาชิกไม่สามารถเห็นชอบร่วมกันได้ การจัดทำผลลัพธ์จึงดูเป็นไปได้ยาก แต่ในท้ายที่สุด สมาชิกก็ได้แสดงความยืดหยุ่นและสามารถมี consensus ร่วมกันเพื่อจัดทำข้อตัดสินใจเป็นผลลัพธ์ได้ในท้ายที่สุด ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญร่วมกันของสมาชิก WTO ทั้งหมด ถึงความมุ่งมั่นในการเจรจาอุดหนุนประมงระยะที่สองให้เสร็จทันการประชุม MC15 ที่ตั้งเป้าที่จะจัดขึ้นในปี 2571 เพื่อให้ทันตามเงื่อนเวลาและไม่ให้ความตกลงฯ ต้องสิ้นสุดลง
ความยืดหยุ่นถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการทำให้การเจรจาอุดหนุนประมงระยะที่สองมีความคืบหน้า โดยหากสมาชิกสามารถแสดงความยืดหยุ่นได้เช่นเดียวกับตอนการประชุม MC14 ที่ผ่านมา ก็จะช่วยทำให้การเจรจาอุดหนุนประมงระยะที่สองสามารถสรุปผลได้โดยเร็ว ซึ่งประธาน NGRs ได้กำหนดให้สมาชิกกลับมาเจรจาต่อในเดือนมิถุนายน 2569 จึงเป็นที่น่าจับตามองว่าสมาชิกจะยังสามารถรักษาความยืดหยุ่นจาก MC14 ไว้ได้ตลอดลอดฝั่งจนสรุปผลการเจรจาได้หรือไม่ ซึ่งไทยพร้อมที่จะสนับสนุนการเจรจาระยะที่สองอย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำที่ดีในการช่วยรักษาความยังยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเล และการตระหนักถึงบริบทและข้อจำกัดของประมงพื้นบ้านไทย
----------------------------------------
นายภัทรพล กมลศิลป์
นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ
คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและ
องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก
เมษายน 2569






