top of page

สวิตเซอร์แลนด์จริงจังแค่ไหนในการลดโลกร้อน?

  • Writer: pmtwmocgoth
    pmtwmocgoth
  • 1 day ago
  • 2 min read


สวิตเซอร์แลนด์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่แสดงความมุ่งมั่นอย่างมากในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน แต่ความมุ่งมั่นดังกล่าวจะนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลลัพธ์ในด้านการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงได้หรือไม่


ในช่วงที่ผ่านมา สวิตเซอร์แลนด์ได้ดำเนินการและจัดทำกรอบกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซ CO2 จำนวนมาก อาทิ

(1)   การจัดเก็บภาษีก๊าซ CO2 (CO2 levy)[1] ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2551 โดยรัฐบาลจะจัดเก็บภาษีที่ 120 ฟรังก์สวิสต่อตันของก๊าซ CO2 ที่เกิดจากการสันดาปของน้ำมันเตา (heating oil) ก๊าซธรรมชาติ และเชื้อเพลิงฟอสซิลต่าง ๆ เพื่อให้ก๊าซธรรมชาติมีราคาสูงขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนหันมาใช้พลังงานทางเลือก              อื่น ๆ แทนพลังงานจากฟอสซิล

(2)   การจัดทำระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซ CO2 (Emission Trading System: ETS) เพื่อกำหนดปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 สูงสุดที่แต่ละโรงงานที่มีการปล่อยก๊าซ CO2 สูง เช่น ภาคอุตสาหกรรมซีเมนต์ และเคมีภัณฑ์ สามารถดำเนินการได้ตามที่รัฐบาลกำหนด โดยหากโรงงานมีการปล่อยก๊าซต่ำกว่าที่กำหนด ก็สามารถขายสิทธิที่เหลือได้ แต่หากมีการปล่อยก๊าซเกินก็จะต้องซื้อสิทธิในการปล่อยก๊าซส่วนเกิน ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ได้เริ่มใช้กลไกดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2556 และระบบ ETS ของสวิตเซอร์แลนด์ ได้เชื่อมเข้ากับระบบของสหภาพยุโรปในปี 2563 จึงทำให้ทั้งสวิตเซอร์แลนด์และสหภาพยุโรปแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียมในระบบ ETS เดียวกัน

(3)   การยกเว้นภาษีเชื้อเพลิงชีวภาพ (tax relief on biofuels)[2] ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อลดการปล่อยก๊าซ CO2 ในภาคขนส่ง ด้วยการยกเว้นภาษีแก่ผู้นำเข้าและผู้ผลิตที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านความยั่งยืนและสามารถพิสูจน์ได้ว่าเชื้อเพลิงชีวภาพของตนมีการปล่อยก๊าซ CO2 ต่ำกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลถึง 40% และไม่ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสูงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล

(4)   การจัดทำระเบียบสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง (construction product regulation: CPR) และการแก้ไขกฎหมายด้านพลังงาน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2567 เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และสามารถนำเอาผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการก่อสร้างต่าง ๆ มาใช้ประกอบการคำนวนการปล่อยก๊าซ CO2 เพื่อให้มีปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 โดยรวมของทั้งอาคาร ไม่เกินกว่าที่รัฐบาลของรัฐต่าง ๆ (canton) กำหนดไว้สูงสุดตามกฎหมายพลังงานฉบับแก้ไข

(5)   การจัดทำกฎหมายว่าด้วยเรื่องก๊าซ CO2 ฉบับปรับปรุง (revised Swiss CO2 Act) ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งมีการระบุนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ในการช่วยแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซ CO2 เช่น 1) การปรับเปลี่ยนรายละเอียดในการชดเชยคาร์บอน (carbon offsetting) ที่กำหนดให้ผู้จัดจำหน่ายเชื้อเพลิงฟอสซิลในตลาดของสวิตเซอร์แลนด์จะต้องจัดทำโครงการภายในประเทศหรือในต่างประเทศเพื่อชดเชยปริมาณคาร์บอนที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลดังกล่าว หากมีการนำเข้าเชื้อเพลิงและปล่อยก๊าซ CO2 เกิน 10,000 ตันต่อปี โดยอัตราการชดเชยจะปรับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปีจนกระทั่งมีอัตราชดเชยอยู่ที่ 50% ในปี 2573 สอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซ CO2 สุทธิเป็นศูนย์ของสวิตเซอร์แลนด์ที่ผูกพันไว้ภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) และ 2) การกำหนดให้สายการบิน บริษัทด้านการท่องเที่ยว และผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวแบบออนไลน์จะต้องเริ่มระบุปริมาณก๊าซ CO2 ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในแต่ละเที่ยวบินในปี 2570 เป็นต้นไป เพื่อให้ผู้เดินทางทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นและปรับเปลี่ยนลักษณะนิสัยในการเดินทางได้อย่างถูกต้อง

(6)  การจัดทำกฎหมายว่าด้วยเรื่องสภาพภูมิอากาศและนวัตกรรม ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมกราคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการบริโภคน้ำมันแร่ และก๊าซธรรมชาติให้มากที่สุดเพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศเนื่องจากสวิตเซอร์แลนด์นำเข้ามันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศทั้งหมด โดยการสนับสนุนเงินทุนในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง

(7)   การกำหนดปริมาณก๊าซ CO2 ที่รถยนต์รถตู้ รถขนส่งสินค้า และรถบรรทุกสามารถปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศได้ในแต่ละกิโลเมตร


ในเวทีขององค์การการค้าโลก (WTO) ความมุ่นมั่นของสวิตเซอร์แลนด์ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศก็ได้รับการผลักดันจากคณะผู้แทนถาวรของสวิตเซอร์แลนด์ประจำองค์การการค้าโลกและสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) อย่างแข็งขัน โดยเอกอัครราชทูตของสวิตเซอร์แลนด์ได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการเรื่องการค้าและสิ่งแวดล้อม (Committee on Trade and Environment) ในช่วงปี 2568 – 2569 ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ได้สนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกมีการหารือและเปลี่ยนข้อมูลในมาตรการทางสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องกับการค้า (trade-related climate measures: TrCMs) ซึ่งรวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซ CO2 เช่น มาตรการการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสมาชิกต่าง ๆ นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังรับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการหารือ (facilitator) เรื่องมาตรการ TrCMs ภายใต้กลไกการหารือหลายฝ่ายเรื่องการค้าและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Trade and Environmental Sustainability Structured Discussion: TESSD) ซึ่งไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วย เพื่อผลักดันให้เกิดความเข้าใจระหว่างสมาชิกที่มากขึ้นจากการใช้มาตรการ TrCMs ต่าง ๆ ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในด้านดังกล่าวเพื่อปูทางไปสู่โอกาสในการจัดทำความร่วมมือระหว่างกัน


อย่างไรก็ดี ความมุ่งมั่นของสวิตเซอร์แลนด์อาจพบกับความท้าทายในการนำไปปฏิบัติจากผู้ประกอบการและภาคธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบจากกรอบกฎหมายและมาตรการต่าง ๆ ข้างต้น จนส่งผลให้สวิตเซอร์แลนด์ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่[3] อาทิ

(1)   การยกเลิกการสนับสนุนเงินทุนเพื่อขยายรางรถไฟจากสวิตเซอร์แลนด์ในภูมิภาคยุโรป ซึ่ง revised Swiss CO2 Act ข้อบทที่ 37 ระบุให้นำเงินค่าปรับจากรถยนต์ที่มีการปล่อยก๊าซ CO2 เกินกว่าที่กำหนด มาใช้ในโครงการขยายรางรถไฟของสวิตเซอร์แลนด์เพื่อลดการปล่อยก๊าซดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าการท่องเที่ยวโดยรถไฟ เช่น การนั่งรถไฟข้ามคืน (night train) จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ได้กว่า 28 เท่า เมื่อเทียบกับการเดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งทางการสวิตเซอร์แลนด์ก็ได้มีการจำหน่ายตั๋วเดินทางรถไฟเส้นทางจากนครซูริกของสวิตเซอร์แลนด์ผ่านนครฮัมบวร์กของเยอรมนีและกรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กเพื่อเดินทางไปยังเมืองมัลเมอของสวีเดนได้ อย่างไรก็ดี รัฐสภาของสวิตเซอร์แลนด์ไม่อนุมัติงบประมาณในการดำเนินโครงการดังกล่าว จึงทำให้สวิตเซอร์แลนด์ต้องยกเลิกตั๋วรถไฟและคืนเงินให้แก่ผู้โดยสาร

(2)   การยกเลิกโครงการเงินทุนเพื่อสนับสนุนการทดแทนระบบทำความร้อนที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและฉนวนสำหรับตึกและสิ่งก่อสร้าง โดย revised Swiss CO2 Act ข้อบทที่ 34 ระบุให้นำเงินบางส่วนที่ได้จาก CO2 levy มาใช้สนับสนุนการดำเนินมาตรการและโครงการในระยะยาวเพื่อลดการปล่อยก๊าซ CO2 จากอาคาร เช่น การนำความร้อนใต้พิภพ (geothermal energy) มาใช้สร้างความร้อน และการติดตั้งและการขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างก๊าซหมุนเวียนที่นำไปใช้ในโครงข่ายไฟฟ้า (grid) ซึ่งรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของสวิตเซอร์แลนด์ (นาย Albert Rösti) ต้องการให้ยกเลิกการให้เงินช่วยเหลือดังกล่าว โดยเห็นว่าโครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จในการสร้างความร้อนด้วยพลังงานหมุนเวียนแล้ว แต่แท้จริงแล้วกว่า 2 ใน 3 ของการเพิ่มอุณหภูมิภายในอาคารและการทำน้ำร้อนยังเกิดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่

(3)   การลดเงื่อนไขขั้นต่ำในการปล่อยก๊าซ CO2 ของอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการบางราย ให้มีเงื่อนไขที่ง่ายขึ้นในการขอยกเว้นจากการจัดเก็บ CO2 levy เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากผู้ประกอบการในประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าที่ร้อยละ 39 ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งถึงแม้ในปัจจุบันสหรัฐฯ ได้ลดอัตราภาษีนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์เหลือเพียงร้อยละ 10 (เพิ่มเติมจากภาษีนำเข้าที่เก็บจริง (MFN rate) แล้ว) แต่รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ก็มิได้มีการปรับแก้เงื่อนไขดังกล่าว

(4)   การไม่มีกฎหมายรองรับในการลดการปล่อยก๊าซ CO2 ของหน่วยงานของรัฐบาลกลางและภาคการเงินของสวิตเซอร์แลนด์ โดยถึงแม้ พรบ. เรื่องสภาพภูมิอากาศและนวัตกรรม จะมีการระบุประเด็นดังกล่าวแต่ในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดเพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางนำร่องในการลดการปล่อยก๊าซ CO2 ให้เร็วกว่าภาคส่วนอื่น ๆ ของประเทศเท่านั้น และยังไม่มีการจัดรายละเอียดสำหรับการลดการปล่อยก๊าซ CO2 ของภาคการเงิน ซึ่งพบว่าภาคการเงินในสวิตเซอร์แลนด์มีการปล่อยก๊าซ CO2 สูงกว่าก๊าซ CO2 ที่เกิดจากพื้นดินของสวิตเซอร์แลนด์ประมาณ 6-9 เท่า


จากกรณีของสวิตเซอร์แลนด์สะท้อนให้เห็นว่าการหารือและการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนนโยบายด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการจะเป็นผู้แบกรับภาระและผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากกฎหมายและมาตรการต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยสามารถถอดบทเรียนจากสวิตเซอร์แลนด์ในด้านการจัดทำนโยบายด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการรับมือกับภาวะโลกร้อนและการเสริมสร้างความสมดุลระหว่างการผลักดันวาระเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยการปรึกษาหารือและเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ถึงประเด็นปัญหาเรื่องโลกร้อนกับทุกภาคส่วน เนื่องจากการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งรัฐบาลทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งประชาชนทุกคน

-------------------------------------------------------

นายภัทรพล กมลศิลป์

นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ

คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและ

องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก

มีนาคม 2569


[1] แหล่งข้อมูลในข้อ (1) (2) (5) (6) และ (7) มาจากเว็บไซต์ของ Federal Office for the Environment รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์

[2] แหล่งข้อมูลในข้อ (3) และ (4) มาจากเอกสาร Compilation and Mapping of Trade-related Climate Policies ที่จัดทำขึ้นภายใต้ Informal Working Group on Trade-Related Climate Measures ของกลุ่ม TESSD

[3] ข้อมูลมาจากเว็บไซต์ข่าว Swissinfo.ch

 
 
bottom of page