สมาชิก WTO ชื่นชมนโยบายการค้าเวียดนาม ไทยเน้นต้องไม่กีดกันเรื่องยานยนต์และยา

press to zoom
1/1

คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก

สมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ชื่นชมแนวโน้มการพัฒนาของเวียดนามในที่ประชุมเพื่อทบทวนนโยบายการค้า (Trade Policy Review) ของเวียดนามครั้งที่ 2 โดยเฉพาะการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และการลดความยากจนที่ประสบความสำเร็จ และไทยใช้โอกาสนี้แสดงความกังวลเรื่องขั้นตอนการนำเข้ารถยนต์และการวางตลาดผลิตภัณฑ์ยาในเวียดนาม โดยเวียดนามให้คำมั่นว่าจะยึดมั่นในข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศที่ตนมีส่วนร่วมไว้อย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ได้เข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมเพื่อทบทวนนโยบายการค้า (Trade Policy Review) ของเวียดนามครั้งที่ 2

นางพิมพ์ชนก เปิดเผยว่าในช่วงที่ผ่านมา พัฒนาการของเศรษฐกิจเวียดนามเป็นที่จับตาจากทั่วโลกเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเวียดนามมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่สูงอย่างต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวเฉลี่ยที่ร้อยละ 6.6 ระหว่าง 2557 – 2561 และในปี 2562 สามารถขยายตัวถึงร้อยละ 7 และถึงแม้จะประสบกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เศรษฐกิจเวียดนามกลับขยายตัวได้ถึงร้อยละ 2.9 ในปี 2563 ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของเวียดนามเพิ่มสูงกว่า 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบกับไทยที่ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ) และสามารถลดสัดส่วนความยากจนได้จากร้อยละ 70 ในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ลงมาเพียงร้อยละ 6 ในปี 2562 โดยเวียดนามตั้งเป้าจะกลายเป็นประเทศรายได้สูงที่พัฒนาแล้วภายในปี 2585

นางพิมพ์ชนก ยังกล่าวอีกว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จของเวียดนามอยู่ที่นโยบายส่งเสริมการส่งออกและสร้างความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก สะท้อนจากสัดส่วนการค้าต่อ GDP สูงถึงร้อยละ 210 ในปี 2562 เพิ่มจากร้อยละ 165.1 ในปี 2556 ทำให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศสมาชิกที่มีมูลค่าการค้ามากที่สุดในโลก ในปี 2563 โดยคู่ค้าหลักของเวียดนาม ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 7 ของเวียดนาม และเวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับที่ 6 ของไทย นอกจากนี้ เวียดนามยังมุ่งเน้นการทำความตกลงการค้าระดับภูมิภาคและการหารือระดับทวิภาคี ซึ่งปัจจุบันนี้มีถึง 15 ฉบับ รวมถึงการมี FTA กับสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร สหภาพเศษฐกิจยูเรเซีย และ CPTPP และกำลังเจรจา FTA กับสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) และอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้เวียดนามต้องปฏิรูปกฎระเบียบหลายประการ เพื่อเพิ่มมาตรฐานและส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ

ออท. พิมพ์ชนกสรุปว่า ประเด็นที่สมาชิกหลายประเทศแสดงความชื่นชมเวียดนามมากมี 2 ประเด็นหลัก คือ (1) การมีความตกลง FTA จำนวนมากกับหลายประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีเงินทุนเข้ามาในเวียดนามจำนวนมากแม้ในช่วงเกิดวิกฤติโควิด โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ ที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของเวียดนามในปัจจุบัน เพราะการมี FTA ทำให้เวียดนามได้แต้มต่อในการส่งออกผ่านอัตราภาษีของประเทศคู่ค้าที่ต่ำกว่าอัตรา WTO ทำให้หลายประเทศสนใจเข้ามาลงทุนในเวียดนามอย่างมาก ส่วนอีกเรื่องที่ได้รับคำชมมาก คือ (2) การผ่อนคลายกฎระเบียบการค้าการลงทุนหลาย ๆ ด้าน (Deregulation and Liberalisation) โดยเฉพาะในภาคบริการ ที่เวียดนามเลือกจำกัดเฉพาะสาขาที่เป็นสาขาอ่อนไหวหรือสำคัญกับความมั่นคง เช่น โทรคมนาคม สื่อต่าง ๆ โดยยังไม่ได้เปิดให้ต่างชาติถือหุ้น 100% แต่ก็ให้ถือหุ้นข้างมากได้ในบางกิจกรรมย่อย หรือการให้คนต่างชาติเข้ามาให้ทำงานเฉพาะด้านมากขึ้น รวมทั้งการลดขั้นตอนการขออนุญาตในเรื่องต่าง ๆ ที่เวียดนามปฏิบัติตามข้อแนะนำของ OECD ที่ให้ไว้ในการปฏิรูปประเทศอย่างเคร่งครัด เป็นต้น

สำหรับมาตรการดึงดูดการลงทุนของเวียดนามนั้น จากข้อมูลที่มีการนำเสนอ พบว่าเวียดนามมีแนวทางคล้ายกับไทย เช่น มีการลดภาษีและจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษรูปแบบต่าง ๆ แต่น่าสังเกตว่า เขตเศรษฐกิจของเวียดนามแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เรียกได้ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนการส่งออก เช่น ใกล้ท่าเรือหรือพรมแดนจีน จึงทำให้ใช้ประโยชน์เขตเศรษฐกิจพิเศษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ แม้เวียดนามจะได้รับคำชื่นชมมากแต่ก็มีบางเรื่องที่ประเทศสมาชิก WTO เห็นว่า เวียดนามควรจะระมัดระวัง เช่น บทบาทของรัฐวิสาหกิจหลายแห่งในเวียดนามซึ่งยังมีเป็นจำนวนมาก และเป็นผู้เล่นสำคัญในหลายสาขา อันทำให้ไม่มีการแข่งขันเพียงพอซึ่งอาจเป็นอุปสรรคการพัฒนาประเทศในช่วงต่อไปได้ อีกประเด็นที่ได้รับคำวิจารณ์มากเช่นกัน คือ การที่เวียดนามใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) มากขึ้นในระยะหลัง ๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเวียดนามกำลังเริ่มวางรากอย่างรวดเร็ว ทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถไฟฟ้า เพื่อเป็นอุตสาหกรรมใหม่มาแทนที่โทรศัพท์มือถือซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของบริษัทต่างชาติ นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกได้ให้ความเห็นว่า เวียดนามควรมีส่วนร่วมมากขึ้นกรอบเจรจาหรือข้อตกลงอื่นๆ ของ WTO และยังจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานและปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศเพิ่มขึ้น

นางพิมพ์ชนกกล่าวว่า ไทยได้แสดงความชื่นชมเวียดนามที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างโดดเด่นและเป็นประธานอาเซียนในช่วงที่ผ่านมาอย่างเรียบร้อย แต่ไทยยังมีความกังวลกับมาตรการโดยเฉพาะเรื่องการขออนุญาตวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาและส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ยา และข้อกำหนดเรื่องการรับรองมาตรฐานยานยนต์และการตรวจสอบรถยนต์ ที่มีการขอเอกสารเพิ่มเติมเกินความจำเป็นจากที่กำหนดในมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยเวียดนามชี้แจงว่ามาตรการข้างต้นเกี่ยวกับยา เป็นไปเพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยาที่ถูกนำเข้า แต่เวียดนามได้เร่งรัดกระบวนการตรวจสอบคำขออนุญาตวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาและส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ยาจากภาคเอกชนให้ได้เร็วที่สุด และสำหรับเรื่องมาตรฐานยานยนต์ เวียดนามชี้แจงว่าการใช้ข้อกำหนดนี้เป็นไปตามการปฏิบัติทั่วไประหว่างประเทศ และเวียดนามจะยึดมั่นตามข้อผูกพันในข้อตกลงยอมรับร่วมผลการตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ยานยนต์ของอาเซียน (APMRA) ทันทีที่มีผลบังคับใช้ต่อไป