top of page

ผลลัพธ์ด้านการพัฒนาจากการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 14 และผลกระทบต่อกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) ในอาเซียน

  • Writer: pmtwmocgoth
    pmtwmocgoth
  • Apr 1
  • 1 min read

Image from intracen.org


“small wins” หรือ ชัยชนะเล็ก ๆ ที่สำคัญสำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจากการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 14 (MC14) ณ กรุงยาอุนเด ประเทศแคเมอรูน ที่เพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ได้แก่ (1) ข้อตัดสินใจเรื่อง Work Programme on Small Economies (แผนงานว่าด้วยประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก) และ (2) ข้อตัดสินใจเรื่อง Special and Differential Treatment (S&DT) ในความตกลงว่าด้วยมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) และความตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (TBT) โดยที่ประชุมฯ เห็นชอบให้ผลักดันการรวมกลุ่มของประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก (Small, Vulnerable Economies - SVEs) เข้าสู่ระบบการค้าพหุภาคีอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการปรับตัวสู่การค้าดิจิทัล การวิเคราะห์จุดอ่อนด้านโลจิสติกส์ ทั้งในการค้า การเชื่อมต่อ (Connectivity) และกระบวนการผ่านแดน เพื่อหาทางปรับปรุงความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ โดยในข้อตัดสินใจเรื่องการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่าง (Special and Differential Treatment - S&DT) ในความตกลง SPS และ TBT ที่ประชุมฯ เห็นชอบการยกระดับการบังคับใช้มาตรการ S&DT ภายใต้ความตกลงว่าด้วยมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) และความตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (TBT) ให้มีความชัดเจน มีประสิทธิภาพ และนำไปปฏิบัติได้จริง (Precise, Effective and Operational) โดยเน้นย้ำการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วม


อย่างไรก็ดี สมาชิก WTO ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันในเอกสารข้อมติที่สำคัญได้แก่ ข้อเสนอเฉพาะสำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC Specific Package) ที่เสนอโดยกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) ซึ่งมีแกมเบียเป็นผู้ประสานงาน โดยตั้งเป้าจะเจรจาต่อที่ที่ประชุมมนตรีใหญ่ (General Council) ขององค์การการค้าโลก (WTO) ในโอกาสต่อไป โดยข้อเสนอดังกล่าวสะท้อนถึงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและสภาวะเศรษฐกิจถดถอยโดย LDCs คาดหวังจะได้รับการสนับสนุนใน 3 มิติ ได้แก่ (1) ความคาดหวังด้าน "ระยะเวลาปรับตัว" (The Expectation of Time) โดยเสนอให้ประเทศที่พ้นสภาพการเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุดยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้กฎระเบียบของ WTO ต่ออีก 3 ปี เพื่อให้การปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเฉพาะในเรื่องการอุดหนุนการส่งออกและทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้ภาคเอกชนในประเทศมีเวลาปรับตัวก่อนที่จะต้องสู้ด้วยต้นทุนภาษีปกติ (MFN Rate) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติให้ยังคงอยู่ในประเทศต่อ แม้กำลังจะพ้นสภาพ LDC แล้ว (2) ความคาดหวังด้านทรัพยากรและการเงิน (The Expectation of Resources) กลุ่ม LDCs มองว่าลำพังเพียงสิทธิพิเศษทางภาษี (Market Access) ไม่เพียงพอแต่ต้องมีเงินทุนสนับสนุนเพื่อสร้างขีดความสามารถ จึงเรียกร้องให้มีผลักดันโครงการ Enhanced Integrated Framework ระยะที่ 3 (ปี 2569-2574) เพื่อการช่วยเหลือในระดับพหุภาคีที่มุ่งเน้นสนับสนุนประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และประเทศที่เพิ่งหลุดพ้นจากสถานะ LDC โดยเน้นการขับเคลื่อนโครงการความช่วยเหลือแบบให้ประเทศของตนยังมีความเป็นเจ้าของโครงการ (National Ownership) เพื่อแก้ปัญหาคอขวดทางการค้า

 

(Trade Bottlenecks) เช่น ระบบศุลกากรดิจิทัล หรือมาตรฐานสินค้าเกษตร และ (3) ความคาดหวังด้าน "ความเป็นธรรมในกฎเกณฑ์ใหม่" (The Expectation of Equity) กลุ่ม LDCs กังวลว่ากฎเกณฑ์ใหม่ ๆ ของ WTO จะกลายเป็นอุปสรรคทางการค้าในรูปแบบใหม่ โดยคาดหวังให้ความช่วยเหลือพิเศษในด้าน SPS และ TBT ที่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวอักษรในกระดาษ แต่ต้องเป็นมาตรการที่ปฏิบัติได้จริงเพื่อให้สินค้าเกษตรของ LDCs เข้าสู่ตลาดโลกได้ รวมทั้งคาดหวังให้ประเทศพัฒนาแล้วส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรมผ่านรายการสิ่งจูงใจ (Illustrative list of incentives) เพื่อให้ประเทศ LDCs สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว


อนึ่ง โดยที่ข้อเสนอเฉพาะสำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุดดังกล่าวยังไม่ได้รับการรับรองในการประชุม MC14 อาจสร้างสภาวะความไม่แน่นอน (Uncertainty) ต่อแผนการพ้นสภาพ LDC ของสมาชิกอาเซียน 4 ประเทศ ได้แก่ ลาว กัมพูชา เมียนมา และติมอร์ เลสเต ดังนี้


·         ลาว  กำลังจะพ้นจากการเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุดในเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้ (ตามมติที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 2021 (Res 76/8)) โดยลาวยังมีมูลค่าการค้ากับตลาดโลกไม่มากนัก การพ้นสภาพประเทศพัฒนาน้อยที่สุดของลาวจึงอาจไม่ส่งผลกระทบรุนแรงในช่วงการเปลี่ยนผ่านมากนัก ทั้งนี้ ลาวมีการค้าขายระหว่างประเทศกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนเป็นหลัก โดยมีรายได้หลักจากการส่งออกพลังงานไฟฟ้าให้กับไทยและการค้ากับจีนและเวียดนามซึ่งมิได้ใช้สิทธิพิเศษของ LDC ภายใต้ WTO อยู่แล้ว นอกจากนี้ ลาวได้ประโยชน์จากกรอบการค้าทั้งทวิภาคีและพหุภาคีที่มีอยู่ เช่น ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA/ATIGA) ซึ่งลาวได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ ASEAN Integration System of Preferences (AISP) ทำให้สินค้าเกือบทั้งหมดเป็น 0% เป็นต้น


·         กัมพูชา จะพ้นจากการเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุดในเดือนธันวาคม 2572 (ตามมติที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 2024 (Res 79/138)) และอาจจะเผชิญความเสี่ยงในการวางแผนเศรษฐกิจระยะยาวในช่วงเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากกัมพูชาค้าขายกับตลาดโลกกว่า 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าไปยังสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปค่อนข้างสูง ซึ่งภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของไทยควรพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานการผลิตของสินค้าส่งออกของกัมพูชากับไทย อาทิ ผ้าผืน เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค


·         เมียนมา และติมอร์ เลสเต ยังคงอยู่ในรายชื่อประเทศพัฒนาน้อยที่สุดของสหประชาชาติ และยังไม่มีกำหนดพ้นสภาพประเทศพัฒนาน้อยที่สุด จึงยังคงไม่ได้รับผลจากความล่าช้าของการรับรองข้อเสนอเฉพาะสำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุดของสมาชิก WTO ต่อการเปลี่ยนผ่านจากการพ้นสภาพประเทศพัฒนาน้อยที่สุด


*****************


คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก

1 เมษายน 2569

 
 
bottom of page