top of page

ทรัพย์สินทางปัญญาสู่สินทรัพย์ทางการเงิน: บทเปลี่ยนผ่านของ IP ในเศรษฐกิจไทย

  • Writer: pmtwmocgoth
    pmtwmocgoth
  • Apr 2
  • 1 min read

Image from wipo.int


ในช่วงที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (IP Financing) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือล่าสุดของประเทศไทย โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) สถาบันการเงิน สถาบันวิจัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ในการจัดงาน “Thailand IP Finance & Valuation Connect 2026” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์และขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยพัฒนาการนี้มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาระบบนิเวศด้านการค้าและการเงินยุคใหม่ซึ่งมีการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน พร้อมทั้งมีการเปิดตัวโครงการ IP Finance Sandbox ซึ่งเป็นระบบนิเวศต้นแบบที่มุ่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร อันสะท้อนถึงความพยายามของไทยในการผลักดันนโยบาย “แปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน” และเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินโครงการนำร่องในระยะต่อไป

 

พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญา จากการเป็นเพียงสิทธิทางกฎหมาย ไปสู่การเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) และธุรกิจนวัตกรรมซึ่งมักประสบข้อจำกัดจากการขาดหลักประกันในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินยังเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ MSMEs ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวได้รับการยอมรับในระดับสากล โดย WIPO และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ได้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน (intangible assets) ในการเป็นหลักประกันทางการเงิน และที่ผ่านมา WIPO รวมถึงสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของหลายประเทศได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องมือและแนวทางในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสนับสนุนการพิจารณาของสถาบันการเงิน อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ การตัดสินใจของสถาบันการเงินมิได้พิจารณาเพียง “มูลค่า” ของทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้น หากยังคำนึงถึง “สภาพคล่อง” ของทรัพย์สิน กล่าวคือ ความสามารถในการแปลงทรัพย์สินดังกล่าวเป็นเงินในกรณีที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน

 

สำหรับประเด็นดังกล่าว คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (คผท.) เห็นว่า ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ รวมถึงประเทศไทย ยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยเฉพาะการขาดกลไกตลาดรองหรือ platform ที่สามารถรองรับการซื้อขายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ทรัพย์สินทางปัญญา แม้จะมีมูลค่าในเชิงทฤษฎี ก็ยังไม่สามารถสร้างสภาพคล่องได้จริงในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ ลักษณะเฉพาะของทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภทยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของสถาบันการเงิน กล่าวคือ เครื่องหมายการค้ามีมูลค่าที่ผูกพันกับชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อผู้ประกอบการเดิม การเปลี่ยนเจ้าของอาจส่งผลให้มูลค่าดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สิทธิบัตร แม้จะมีการเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมาย แต่โดยทั่วไปยังมีองค์ความรู้เชิงลึก (know-how) ที่ไม่ได้เปิดเผย ส่งผลให้ผู้รับโอนสิทธิไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ในทางกลับกัน ลิขสิทธิ์มีความยืดหยุ่นสูงในการโอนสิทธิ และไม่จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของผู้ถือสิทธิรายใหม่ จึงมีศักยภาพในการนำมาใช้เป็นหลักประกันมากกว่า อย่างไรก็ดี ไม่ว่าทรัพย์สินทางปัญญาประเภทใด การสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงิน ที่เป็นผู้เล่นหลักที่มีผลต่อความสำเร็จของการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้

 

ด้วยเหตุนี้ คผท. เห็นว่า การส่งเสริม IP Financing จำเป็นต้องดำเนินการในลักษณะ “ทั้งระบบ” (ecosystem approach) โดยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการพัฒนาเครื่องมือประเมินมูลค่า แต่ควรครอบคลุมถึงการคัดเลือกทรัพย์สินทางปัญญาที่มีศักยภาพ การออกแบบกลไกการใช้ประโยชน์ทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง ตลอดจนการพัฒนากลไกตลาดที่รองรับการซื้อขายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ ในส่วนของบทบาทของ WIPO คผท. เห็นว่า อาจพิจารณายกระดับการดำเนินงานในด้านการจัดทำกรอบแนวทางแบบครบวงจร การพัฒนาแนวทางเฉพาะสำหรับทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท การสนับสนุนรูปแบบทางเลือก เช่น การใช้สิทธิในการรับค่าสิทธิหรือค่าตอบแทนจากทรัพย์สินทางปัญญา (royalty หรือ remuneration streams) เป็นองค์ประกอบในการพิจารณาของสถาบันการเงิน โดยอาจร่วมกับหลักประกันดั้งเดิมอื่นๆ ตลอดจนการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรและสถาบันการเงินให้มีความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นที่จะยอมรับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน นอกจากนี้ การสนับสนุนการพัฒนากลไกตลาดรอง หรือ platform กลางสำหรับการซื้อขายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา อาจเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดความเสี่ยงในระบบโดยรวม

 

สุดท้ายนี้ โครงการ IP Finance Sandbox ที่ประเทศไทยกำลังพัฒนา อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการวางรากฐานของระบบนิเวศด้าน IP Financing ของประเทศ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของแนวทางดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการพัฒนาเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป ทั้งในด้านกฎหมาย สถาบัน และกลไกตลาด เพื่อให้ทรัพย์สินทางปัญญาสามารถทำหน้าที่เป็น “สินทรัพย์ทางการเงิน” ได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

------------------------------------

 

นายจิรพัชร จันทร์กล่ำ

​​นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ

คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก

1 เมษายน 2569


 
 
bottom of page